การเตรียมความพร้อมในการขอกู้เงินเพื่อประกอบธุรกิจ

ในการดำเนินธุรกิจนั้น เรื่องของการดูแลสุขภาพทางการเงินของบริษัทถือเป็นสิ่งที่คุณต้องเอาใจใส่ดูแลให้มาก เนื่องจากเงินถือเป็นสิ่งจำเป็นในการบริหารบริษัทให้สามารถคงสถานะอยู่รอดต่อได้ แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ทำอย่างไรจีงจะทำให้บริษัทมีเงินใช้จ่ายเพียงพอกับความต้องการ เพราะนอกจากรายได้ที่มาในรูปของกำไรจากผลการดำเนินงานแล้ว บริษัทยังจำเป็นต้องมีทุนสำรองไว้ใช้ในอนาคตอันไม่แน่นอน อาทิ ซื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามาเสริม หรือจำเป็นต้องขยายกิจการเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดซึ่งถ้าไม่ดำเนินการในตอนนั้นอาจจะสูญเสียโอกาสได้ จึงจำเป็นต้องหาเงินทุนสำรอง ซึ่งแหล่งเงินทุนสำรองที่เรากำลังจะพูดถึงกันก็คือจากธนาคารและสถาบันการเงินนั่นเอง

เราสามารถพบเห็นการกู้เงินจากธนาคารได้อยู่บ่อยครั้งในวงจรธุรกิจ เพราะสามารถทำได้อย่างทันทีทั้งในเวลาที่ธุรกิจขาดสภาพคล่อง หรือต้องการเงินทุนเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการ แต่การได้มาซึ่งคำสั่งอนุมัติให้กู้เงินตามที่เราต้องการจากธนาคารนั้นดูจะเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างเข้ามาประกอบการอนุมัติ ดังนั้นจึงขอนำเสนอวิธีการที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับบริษัทของคุณเพื่อให้การอนุมัติครั้งต่อไปนั้นเป็นไปโดยง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ดังนี้

1. การเขียนแผนหรือเป้าหมายของโครงการที่ชัดเจน

ถือเป็นส่วนที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะทางธนาคารจะเริ่มพิจารณาดูจากตรงส่วนนี้ก่อนว่าผู้ประกอบการต้องการเงินกู้ไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แผนการดำเนินธุรกิจของทางบริษัทเป็นอย่างไร ดำเนินธุรกิจในด้านไหน แนวโน้มทางการตลาดเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลดี ผู้ประกอบการก็ควรจะมีผลวิจัยในด้านต่างๆ ใส่ควบคู่ลงไปด้วย เพราะจะสามารถนำมาวิเคราะห์ประกอบได้ อีกทั้งระยะเวลาในการดำเนินโครงการตามแผน รายรับหรือกำไรที่คาดว่าจะได้จากแผนงาน ระยะเวลาที่จะชำระคืนเงิน ซึ่งความชัดเจนของสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยทำให้มีโอกาสได้เงินกู้มากขึ้น

2. กระแสเงินสดของโครงการที่ชัดเจนซึ่งจะนำมาใช้คืนเงินกู้

กระแสเงินสดของโครงการนั้นเป็นหน้าที่ของทางบริษัทที่จะต้องแสดงให้ธนาคารเห็นว่าโครงการที่นำเสนอไปดังกล่าวนั้นมีประโยชน์และคุ้มค่าน่าลงทุนแค่ไหน ที่สำคัญควรชี้แจงด้วยว่าทางบริษัทสามารถหากระแสเงินสดที่ได้จากการลงทุนในโครงการนี้มาชำระหนี้ให้กับธนาคารได้เป็นจำนวนเท่าไหร่ และใช้เวลาในการผ่อนชำระหนี้ที่กู้ยืมมาจากธนาคารเป็นเวลากี่ปี โดยขอแนะนำว่าถ้าจะให้ได้ผลมากกว่า 75% ระยะเวลาของการชำระหนี้คืนควรอยู่ที่ 6 – 12 ปี และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ควรเพิ่มเติมในส่วนของโครงสร้างรายได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ว่าเดินทางหรือกระจายไปอยู่ยังจุดไหนของบริษัทบ้าง ทั้งนี้ควรระบุแหล่งที่มาที่ไปให้ชัดเจนมากที่สุด

3. กระแสเงินสดของบริษัท

กระแสเงินสดของทางบริษัทที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันโดยจะไม่นับรวมส่วนที่ได้มีการเสนอกู้ลงทุนเพิ่มในโครงการอนาคต ว่ากระแสเงินสดในปัจจุบันเป็นอย่างไร ใช้จ่ายไปในส่วนของอะไรบ้าง มีเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนเท่าไหร่ สภาพคล่องทางการเงินเป็นอย่างไร เป็นต้น

4. การจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจนของบริษัท

ในส่วนของบัญชีรายรับ – รายจ่าย ควรจะมีการจดบันทึกอย่างระเอียดที่สุดว่ามีเป็นจำนวนเท่าไหร่ รายรับที่ได้มานั้นมาจากแหล่งใดบ้าง เข้ามาเป็นจำนวนเท่าไหร่ รายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไปนั้นเดินทางไปที่จุดไหน อย่างไร เท่าไหร่ เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อทางธนาคารแล้วยังมีประโยชน์กับบริษัทของคุณเองด้วย

5. ทรัพย์สินที่จะใช้เป็นหลักประกัน

มูลค่าของทรัพย์สินที่จะนำมาใช้เป็นหลักประกันถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญมากที่สุดหลักเกณฑ์หนึ่งเลยทีเดียว เพราะทรัพย์สินจะสามารถกำหนดวงเงินกู้สูงสุดที่จะอนุมัติให้กับโครงการที่นำมาเสนอขอกู้ได้ โดยหลักทรัพย์นี้จะมาทำหน้าที่ในการค้ำประกันเงินกู้ที่ทางธนาคารอนุมัติให้กับบริษัทของคุณ โดยทรัพย์สินสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้ อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น บ้าน ตึก อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม โรงงาน คลังสินค้า เป็นต้น สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ รถยนต์ เครื่องจักร วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง เป็นต้น สินทรัพย์อื่นใด ได้แก่ ตราสารทางการเงิน ใบถือหุ้น สมุดบัญชี เงินสด ทองคำ หรือที่นอกเหนือจาก 2 ประเภทก่อนหน้านี้

6. ประวัติการชำระหนี้

ระบบเครดิตบูโร (Credit Bureau) และ บัญชีดำหรือแบล็คลิสต์ (Blacklist) ถูกนำมาใช้เพื่อจดจำและทำการบันทึกสร้างประวัติของบริษัทหรือบุคคลที่มีปัญหาในการชำระหนี้ ซึ่งหากบุคคลใดมีรายชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีดังกล่าว บุคคลนั้นจะไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ซึ่งทางที่ดีที่สุดคุณควรจัดระบบโครงสร้างในบริษัทให้ดีเสียก่อนที่จะยื่นขอกู้ ตรวจสอบดูเสียก่อนว่าหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือกรรมการบริษัทมีใครมีชื่อติดอยู่ในบัญชีดังกล่าวหรือไม่ ถ้ามาตรวจสอบพบในภายหลังว่ามี ควรรีบทำการตัดชื่อเขาูออก มิฉะนั้นการยื่นขออนุมัติก็อาจมีแนวโน้มที่จะไม่ผ่านสูง

7. สัดส่วนการลงทุนร่วมของเจ้าของ

ในข้อนี้จะเป็นการมองในส่วนของการร่วมลงทุนในโครงการของคุณผู้เป็นเจ้าของบริษัท หรือหุ้นส่วนในรายอื่นๆ เพราะถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการช่วยพิจารณาถึงความเสี่ยงของบริษัทที่ขอกู้ ว่าจะเกิดมีปัญหาการขาดสภาพคล่องตามมาในอนาคตที่มาจากสาเหตุการบริหารจัดการเงินทุนจากหนี้สินที่มีมากเกินไป โดยหลักเกณฑ์ทั่วไปจะพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินรวมของบริษัท(D) ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(E) หรือที่เรียกว่าอัตราส่วน D/E (D/E Ratio) ซึ่งไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนว่าควรจะมีอัตราส่วนอยู่ที่เท่าไหร่ ถึงจะได้รับการอนุมัติเงินกู้ ทำให้สามารถผ่อนผันและยืดหยุ่นได้มาก แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดเราขอแนะนำเป็นการเฉพาะว่า พยายามทำให้มีการลงทุนในส่วนของผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นให้มากที่สุดเอาไว้ก่อน เพื่อที่จะได้เป็นการรักษาระดับของ D/E ไม่ให้ต่ำไปกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

admin posted at 2015-1-17 Category: ธุรกิจ